ร่วมขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น

และรับมือความเสี่ยงทางสังคมได้อย่างมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย÷

เราทำงานร่วมกับธุรกิจในระบบห่วงโซ่อุปทาน

เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

(Human Rights Due Diligence)

โครงการคณปติ (Ganapati Initiative) มุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงทางสังคม และพัฒนาศักยภาพในการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ให้กับธุรกิจในระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ดำเนินงานโดย Embode ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ให้คำปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชน
สามารถส่งอีเมลถึงเราเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรืออ่านรายงานฉบับนำร่องของเรา

ปัจจุบันการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านได้ขยายขอบเขตออกไปครอบคลุมถึงบริษัทและองค์กรธุรกิจต่าง ๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำหลักการดังกล่าวไปใช้ในห่วงโซ่อุปทานนั้นมีความซับซ้อน และต้องอาศัยวิธีการที่เป็นระบบและดำเนินการซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในด้านขนาด อายุของกิจการ วัฒนธรรมองค์กร อีกทั้งยังอยู่ในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันตามแต่ละบริบทประเทศ การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากธุรกิจเหล่านี้ ย่อมไม่เหมือนกับการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดผลิตภัณฑ์ หรือข้อกำหนดของบริการ

การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากธุรกิจเหล่านี้ ย่อมไม่เหมือนกับการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดผลิตภัณฑ์ หรือข้อกำหนดของบริการ การตรวจสอบและการปฏิบัติตามกฎระเบียบมีความสำคัญในการกำหนดมาตรฐานขั้นพื้นฐาน แต่ไม่สามารถใช้เป็นมาตรการเพียงอย่างเดียวสำหรับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านได้ หากธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานยังคงเผชิญกับปัญหาเดิม ๆ อย่างต่อเนื่องและไม่สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนด นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงระบบหรือบริบทที่แฝงลึกกว่าที่เห็น

เอริค ลิม, ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจบเซ่น แอนด์ เจสเซ่น แพคเกจจิ้ง

ภาพกิจกรรมการมีส่วนร่วมของทีมงานและสมาชิก

เป้าหมายของเรา

เราติดตามและวัดผลในประเด็นสำคัญดังนี้:

โครงการคณปติทำงานอย่างไร?

กรอบการทำงานของโครงการคณปติ กำหนดขอบเขตหลักสำหรับการเสริมสร้างขีดความสามารถในประเด็นพื้นฐานต่างๆ (ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละประเทศ):



1.

กระบวนการจ้างแรงงานต่างชาติ

นอกจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

ในประเทศแล้ว ยังรวมถึงกฎระเบียบ

ในประเทศต้นทางด้วย

2.

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในกระบวนการสรรหา

แยกความแตกต่างระหว่าง

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน และใช้แนวทางมาตรฐานตามหลักนายจ้างเป็นผู้จ่าย

3.

มาตรฐานสัญญาจ้าง

รับประกันให้เป็นไปตามข้อกำหนดพื้นฐานขั้นต่ำ เช่น สัญญาต้องจัดทำเป็นภาษาที่แรงงานสามารถเข้าใจได้ และมีการอธิบายรายละเอียดของข้อตกลงอย่างชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม

4.

การปฐมนิเทศก่อนเดินทางและเมื่อเดินทางมาถึง (ประเทศปลายทาง)

ประสานงานกับทั้งบริษัทสรรหาแรงงานและองค์กรนายจ้าง เพื่อให้การปฐมนิเทศมีประสิทธิภาพ


5.

สภาพการทำงาน

ครอบคลุมประเด็นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างที่เป็นธรรม การจัดทำสลิปเงินเดือน การอบรมด้านมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

6.

สภาพความเป็นอยู่

รวมถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่แรงงานมีสิทธิพึงได้รับ เพื่อให้สามารถมีมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำและมีความปลอดภัย

7.

เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย

รวมถึงการเข้าถึงการคมนาคม

การใช้บริการต่างๆ และการมีอิสระในการเดินทางกลับบ้าน

8.

การมีตัวแทนแรงงาน

ซึ่งร่วมถึงเสรีภาพในการรวมตัว การมีตัวแทนและการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม

9.

กลไกการร้องทุกข์

รวมถึงกลไกทั้งในระบบกระบวนการยุติธรรมและนอกระบบยุติธรรม ตลอดจนบริการส่งต่อที่เกี่ยวข้อง

10.

การเยียวยา

วิธีการเข้าถึงช่องทางภายในและช่องทางอิสระสำหรับการร้องเรียน


โครงการทำงานร่วมกับธุรกิจในระบบห่วงโซ่อุปทานโดยตรง เพื่อสนับสนุนระบบและกระบวนการของแต่ละภาคธุรกิจ

โครงการนำร่อง: เริ่มดำเนินโครงการคณปตินำร่องตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2024 โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก AIM-Progress จำนวน 9 ราย มีซัพพลายเออร์จากไทยและมาเลเซียเข้าร่วมทั้งหมด 17 ราย ตลอดระยะเวลา 18 เดือน มีการจัดทำรายงานสรุปข้อค้นพบและบทเรียนที่ได้รับ โดย AIM-Progress ภายใต้ชื่อว่า ‘AIMing higher: Driving responsible recruitment practices in supply chains.’ (ส่งเสริมและขับเคลื่อนแนวปฏิบัติการสรรหาบุคลากรอย่างมีความรับผิดชอบในระบบห่วงโซ่อุปทาน)